เทคนิคการเก็บข้อมูลลูกค้าง่าย ๆ เพื่อใช้ทำการตลาดร้านอาหารให้ยอดขายพุ่ง


Categories :

หากคุณเป็นเจ้าของร้านอาหาร ภาพไหนที่คุณอยากเห็น ระหว่างลูกค้าเต็มร้านจนแทบไม่มีโต๊ะนั่ง หรือมีแต่โต๊ะที่ว่างเปล่า หาลูกค้าแทบไม่มี แน่นอนว่าต้องเป็นภาพแรกอยู่แล้ว แต่การที่จะทำให้ยอดขายปัง ลูกค้าแวะเวียนมาไม่ขาดสายนั้น นอกจากรสชาติที่อร่อยแล้ว การทำการตลาดร้านอาหารก็เป็นสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน มาถึงบรรทัดนี้หลายคนอาจบอกว่า ก็ทำแล้วนะ แต่ทำไมไม่ได้ผล หรือมีบางคนอาจกำลังเริ่มวางแผนจะทำ แต่ไม่รู้จะเริ่มอย่างไร ซึ่งการตลาดร้านอาหารจะสำเร็จหรือไม่นั้น ต้องอาศัยการทำความเข้าใจธุรกิจของตนเองจากลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการ ผ่านการเก็บข้อมูลนั่นเอง ซึ่งเทคนิคการเก็บข้อมูลลูกค้าแบบง่าย ๆ รวมถึงวิธีการนำข้อมูลที่ได้จากลูกค้ามาใช้ให้เกิดประโยชน์ รวมอยู่ในบทความนี้แล้ว

5 เทคนิคการเก็บข้อมูลลูกค้าแบบง่าย ๆ เพื่อทำการตลาดร้านอาหารอย่างได้ผล

การที่เราจะรู้จักธุรกิจตนเอง ไม่ว่าจะเป็นจุดอ่อนหรือจุดแข็งนั้น ข้อมูลและสถิติต่าง ๆ จากกลุ่มลูกค้าเป็นข้อมูลที่สำคัญมากสำหรับการตลาดร้านอาหาร แต่เจ้าของธุรกิจหลายคนก็อาจจะงานยุ่งเกินว่าจะใช้วิธีซับซ้อน ลองนำเทคนิคง่าย ๆ เหล่านี้ไปทำตามดู รับรองว่าคุณจะรู้ข้อมูลเชิงลึกของธุรกิจเพิ่มขึ้น

1.เก็บข้อมูลลูกค้าจากยอดขายหน้าร้าน 

วิธีนี้คือการเก็บข้อมูลจากออเดอร์ที่ลูกค้าสั่งนั่นเอง ซึ่งบางร้านอาจมีวิธีการสั่งออเดอร์ด้วยการจดมือ หรืออาจทำเช็กลิสต์เพื่อสั่งอาหารจากกระดาษ แต่บางร้านอาจนำเทคโนโลยีมาใช้โดยมีระบบการสั่งอาหารผ่านช่องทางอื่น ๆ วิธีการสแกนไลน์ในการสั่งอาหาร หรือให้พนักงานรับออเดอร์ด้วยเครื่องอัตโนมัติแทนการจดมือ ซึ่งวิธีที่นำระบบมาใช้จะให้ข้อมูลที่ละเอียด แม่นยำ และรวดเร็วกว่าในการหยิบมาใช้งาน

2.ข้อมูลการขายผ่านระบบเดลิเวอรี่ 

ร้านอาหารในปัจจุบันส่วนใหญ่มีการใช้ระบบพาร์ตเนอร์เข้ามามีส่วนร่วมในการให้บริการส่งอาหารถึงที่ โดยสามารถใช้รายงานการขายผ่านระบบเดลิเวอรี่มาเป็นข้อมูล เพื่อนำไปวิเคราะห์และทำการตลาดร้านอาหารได้เป็นอย่างดี

3.เก็บข้อมูลส่วนตัวจากบัตรสะสมแต้ม

ไม่ว่าจะเป็นแบบบัตรสะสมแต้มแบบกระดาษ หรือการสะสมแต้มผ่านทางระบบ LINE OA ล้วนทำให้ธุรกิจสามารถเก็บข้อมูลสำคัญต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นชื่อ นามสกุล เบอร์โทร หรืออื่น ๆ โดยวัตถุประสงค์คือต้องการนำฐานข้อมูลลูกค้ามาใช้ประโยชน์ เพื่อทำการตลาดร้านอาหารต่อไป เช่น สิทธิพิเศษสำหรับวันเกิด การเสนอโปรโมชันต่าง ๆ เป็นต้น

4.การสังเกตพฤติกรรมลูกค้า 

พฤติกรรมลูกค้าที่ทำซ้ำ ๆ กัน สามารถนำมาใช้เป็นข้อมูลได้ เช่น เมนูไหนลูกค้าสั่งทุกโต๊ะ หรือเมนูไหนทานไม่หมด ในระหว่างรอลูกค้าได้ทานของว่างที่วางจำหน่ายอยู่บนโต๊ะหรือไม่ เมนูไหนหรือช่วงเวลาไหนที่ลูกค้าต้องรอนาน เป็นต้น

5.การสอบถามข้อมูลจากทางลูกค้าโดยตรง 

อาจทำเป็นการสอบถามผ่านแบบสำรวจ หรือสอบถามด้วยการพูดคุยในระหว่างรอชำระเงิน เช่น รู้จักร้านผ่านช่องทางไหน การบอกต่อ หรือจากสื่อโซเชียลมีเดีย รวมไปถึงการสอบถามถึงการบริการ รสชาติของอาหาร เมนูที่อยากให้เพิ่ม บางธุรกิจหากมีกำลังคนและเงินทุน อาจใช้แบบสอบถามพร้อมของที่ระลึก หรือให้พนักงานติดต่อทางโทรศัพท์กลับไป โดยให้พนักงานเป็นผู้สอบถามและกรอกรายละเอียดข้อมูลที่ได้

แล้วจะนำข้อมูลลูกค้ามาต่อยอดการทำการตลาดร้านอาหารได้อย่างไร

การเก็บข้อมูลที่ดีนั้นจะไม่เกิดประโยชน์เลย ถ้าไม่นำปรับมาใช้อย่างเหมาะสม เมื่อเราได้ข้อมูลมาแล้วต้องนำไปวิเคราะห์ต่อ เช่น เมนูไหนขายดี ช่วงไหนลูกค้าน้อย เมื่อได้ข้อมูลที่จำเป็นแล้วจะสามารถนำมาสร้างเป็นเครื่องมือการตลาดร้านอาหารเพื่อการเพิ่มการขายได้ดังนี้

1.จัดโปรโมชันเพื่อส่งเสริม และกระตุ้นยอดขาย

เช่น อาจจัดโปรโมชันเมนูใหม่ลด 50% เมื่อสั่งคู่กับเมนูหลักที่ขายดีอยู่แล้ว เพื่อเป็นการกระตุ้นยอดขายและเปิดโอกาสในการขายเมนูใหม่ ๆ อีกด้วย

2.การเข้าถึงลูกค้ากลุ่มใหม่ ๆ

สิ่งที่สำคัญที่สุดในการตลาดร้านอาหารนั้น นอกจากการรักษายอดขายจากลูกค้าเก่าแล้ว การเข้าถึงกลุ่มลูกค้าใหม่ก็เป็นสิ่งที่ทำให้ยอดขายเพิ่มขึ้น อาจจะเลือกกลุ่มคนที่มีลักษณะเดียวกับฐานลูกค้าเดิม เพื่อไม่ต้องปรับกลยุทธ์และวิธีการมาก เช่น ถ้ากลุ่มลูกค้าเดิมเป็นวัยรุ่น อาจใช้ช่องทางโซเชียลมีเดียยอดนิยม เช่น TikTok หรือ Instagram โดยอาจจ้าง Influencer ที่ตรงกับกลุ่มลูกค้ามาทำรีวิวและเผยแพร่ให้ หรือใช้การทำโฆษณาผ่านทาง Facebook เป็นต้น

3.ช่วงชิงส่วนแบ่งทางการตลาดเพื่อเพิ่มยอดขาย

เช่น เพิ่มเมนูอาหารที่เป็นที่นิยมในตลาด เมนูในกระแส โดยอาจปรับให้เป็นสูตรเฉพาะของทางร้าน เพื่อสร้างความแตกต่างและเพิ่มยอดขาย อีกทั้งเป็นการเพิ่มโอกาสในการช่วงชิงพื้นที่สื่อและส่วนแบ่งทางการตลาดด้วย

การทำการตลาดร้านอาหารไม่อยากอย่างที่คิด หากมีขั้นตอนการเก็บข้อมูล วิเคราะห์ และนำไปใช้งานอย่างเป็นระบบ และควรเลือกวิธีที่เหมาะกับรูปแบบของธุรกิจ ซึ่งการรู้จักธุรกิจของตัวเองอย่างลึกซึ้งผ่านการเก็บข้อมูลจากลูกค้านั้น จะทำให้ธุรกิจได้รับข้อมูลเชิงลึกที่แท้จริง สามารถนำไปปรับใช้ในการสร้างยอดขาย และทำให้ธุรกิจเติบโตได้อย่างตั้งใจ